ทฤษฎีการบริหารการศึกษา
มาสโลว์เป็นผู้วางรากฐานจิตวิทยามนุษย์นิยม เขาได้พัฒนาทฤษฎีแรงจูงใจ
ซึ่งมีอิทธิพลต่อระบบการศึกษาของอเมริกันเป็นอันมาก
ทฤษฎีของเขามีพื้นฐานอยู่บนความคิดที่ว่า
การตอบสนองแรงขับเป็นหลักการเพียงอันเดียวที่มีความสำคัญที่สุดซึ่งอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของมนุษย์
เขามีความเชื่อว่า มนุษย์มีแนวโน้มที่จะมีความต้องการอันใหม่ที่สูงขึ้น
แรงจูงใจของคนเรามาจากความต้องการ พฤติกรรมของคนเรามุ่งไปสู่การตอบสนองความพอใจ
มาสโลว์ แบ่งความต้องการพื้นฐานของมนุษออกเป็น 5
ระดับด้วยกัน ได้แก่
1.ความต้องการทางกายภาพ
(Physiological Needs) หมายถึงความต้องการพื้นฐานของร่างกายซึ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต
ได้แก่ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ เสื้อผ้า
2.ความต้องการความปลอดภัย
(Safety Needs) หมายถึง
ความต้องการมั่นคงปลอดภัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
3. ความต้องการทางสังคม
(Social Needs) หมายถึง ความต้องการที่จะเป็นที่รักของผู้อื่น
และต้องการมีสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น
4.ความต้องการยกย่องชื่อเสียง
(Esteem Needs) หมายถึง
ความปรารถนาที่จะมองตนเองว่ามีคุณค่าสูง
เป็นที่น่าเคารพยกย่องจากทั้งตนเองและผู้อื่น
5.ความต้องการที่จะรู้จักตนเองตามสภาพที่แท้จริงและความสำเร็จของชีวิต(SelfActualizationNeeds)หมายถึง
ความต้องการที่จะรู้จักและเข้าใจตนเองตามสภาพที่แท้จริงเพื่อพัฒนาชีวิตของตนเองให้สมบูรณ์(Self-fulfillment)
ทฤษฎี X(Theory X) เป็นปรัชญาการบริการจัดการแบบดั้งเดิม
โดยมองว่าพนักงานเกียจคร้าน ไม่กระตือรือร้น ไม่ชอบงานและพยายามหลีกเลี่ยงงาน
ทฤษฎี Y(Theory Y) เป็นปรัชญาการบริการจัดการ
โดยมองว่าพนักงานมีความรับผิดชอบ
มีความคิดริเริ่มในการแก้ปัญหาในการทำงานและไม่มีความเบื่อหน่ายในการทำงาน
ทฤษฎี A คือ Amarican Theory เป็นทฤษฎีว่าด้วยการบริหารจัดการร่วมสมัยตามแบบของอเมริกา
ซึ่งให้หลักการว่า การบริหารจัดการแบบนี้ ต้องอาศัยการจัดการจากพื้นฐานของบุคคล
ของผู้บริหารที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งในทฤษฎีนี้มีหลักสำคัญ 3
ประการ คือ
1.)
Individualism คือ การที่สังคมอเมริกันเป็นสังคมแบบ
ปัจเจกบุคคล ซึ่งจะมีความรับผิดชอบต่อตัวเองมาแต่อดีต
และเมื่อคนต่างชาติโดยเฉพาะคนตะวันออกเข้าไปอาศัยในอเมริกันก็จะสังเกตว่า
คนอเมริกันเป็นคนโดดเดี่ยว มีสุงสิงกับใคร สังคมแบบ Individualism ส่งผลให้เกิดบุคลากรที่มีความรับผิดชอบในหน่วยงานสูง
แต่ก็เกิดผลเสียคือ ไม่เกิดความผูกพัน หรือเป็น
2.) Short
Term Employment คือ การจ้างงานในระยะสั้น
คนอเมริกันมักไม่มีความผูกพันในครอบครัว ในที่ทำงาน พร้อมเสมอที่ออกจากงาน ย้ายงาน
จึงมักมีบริการให้เช่าสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมองว่าต้นทุนในการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์เมื่อย้ายงาน
ออกจากบ้าน จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่าเช่า
3.)
Individual Decision Making คือ สูง มีความมั่นใจในการตัดสินใจ
กล้าตัดสินใจ ทำให้ผู้บริหารไม่ต้องไปดูแลอย่างใกล้ชิด ผลเสียคือ
ขาดการทำงานเป็นทีม
Henri Fayol เป็นบิดาของทฤษฎีการจัดการการปฏิบัติการ(Operational
management theory) หรือบางทางก็ถือกันว่าเป็นบิดาของการบริหารจัดการสมัยใหม่ เขาเชื่อว่าการบริหารนั้นเป็นเรื่องของทักษะ
และเขาสนใจที่จะศึกษาองค์การโดยรวมและมุ่งเน้นที่กิจกรรมการจัดการ (Managerial
activities) ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมห้าอย่างคือ
1. การวางแผน(Planning)
2. การจัดองค์การ(Organizing)
3. การบังคับบัญชา
หรือการสั่งการ (Commanding)
4. การประสานงาน
(Coordinating)
5. การควบคุม
(Controlling)
แมกซ์
เวเบอร์ (Max Weber) เป็นนักสังคมวิทยา ชาวเยอรมัน
ได้นำเสนอแนวคิดการจัดองค์การ ที่เรียกว่า bureaucracy เขาเห็นว่าเป็นลักษณะองค์การที่เป็นอุดมคติที่องค์การทั้งหลายควรจะเป็น
หากได้รับการพัฒนาในระดับที่เหมาะสม โดยสรุปแล้วแนวคิดการจัดองค์กรของเว็บเบอร์มี 6
ประการมีดังนี้ คือ
1. องค์การต้องมีการจัดแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ
เพื่อให้แต่ละส่วนงานได้มีโอกาสทำงานในส่วนที่ง่ายพอ
และมีการกำหนดงานนั้นๆให้ชัดเจนและไม่สับสน (Division of labor)
2. องค์การนั้นต้องมีสายบังคับบัญชาตามลำดับชั้น
( Authority Hierarchy) โดยสำนักงานหรือตำแหน่งต่างๆถูกจัดให้เป็นลำดับชั้น
โดยสำนักงานและตำแหน่งงานที่อยู่ใต้หน่วยงาน
หรือตำแหน่งงานนั้นจะอยู่ภายใต้การดูแลในระดับสูงขึ้นไป
3. ระบบการคัดเลือกคนนั้นต้องกระทำอย่างเป็นทางการ
( Formal Selection) ทุกคนที่เข้าร่วมในหน่วยงานนั้นจะถูกคัดเลือกมาตามความสามารถและคุณสมบัติซึ่งแสดงให้เห็นได้ด้วยการฝึกอบรม
การศึกษาที่ได้รับ และการจัดให้มีระบบการคัดเลือกหรือสอบคัดเลือกอย่างเป็นทางการ
4. องค์การต้องมีระเบียบ
และกฎเกณฑ์ (Formal Rules and Regulations) ทั้งนี้เพื่อให้สามารถประกันความเป็นเอกภาพในการดำเนินการ
และการกำกับการทำงานของพนักงาน
ผู้ทำหน้าที่ด้านการจัดการจึงต้องมีกฎเกณฑ์เอาไว้เพื่อเป็นการกำกับพฤติกรรมของทั้งสองฝ่าย
5. ความไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ( Impersonality)
ความจริงคำว่า impersonality หมายถึงการไม่มีอะไรเป็นพิเศษเป็นการส่วนตัว
ไม่มีการถือเอาสายสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นใหญ่
ไม่มีการให้สิทธิพิเศษแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ถ้าจะทำอะไรก็ต้องให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ได้มีการกำหนดเอาไว้
6. การแยกระบบการทำงานออกเป็นสายอาชีพ
(Career Orientation) โดยฝ่ายบริหารเองก็ไม่ใช่เจ้าขององค์การ
แต่เป็นนักบริหารหรือนักจัดการที่เข้าสู่ตำแหน่งตามความสามารถของตน
โดยแยกความผูกพันและความเป็นเจ้าของออกจากกัน คนทำงานแต่ละระดับก็ได้รับอัตราค่าตอบแทนอย่างเป็นระบบ
มีเลื่อนขั้น และการเติบโตภายในหน่วยงานได้ตามลำดับ
แนวคิดของ Gilbreth เน้นการกำจัดความสิ้นเปลือง
และความไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน โดยการหาวิธีการทำงานที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง (the
one best way to do work) การศึกษาที่สำคัญคือลักษณะการเคลื่อนไหวของร่างกายในการทำงาน
(Motion Study)ผังกระบวนการทำงาน (Work Flow Process
Chart)พวกเขาได้นำกล้องเพื่อทำการถ่ายรูปเก็บข้อมูล
นำมาใช้ศึกษาลักษณะการทำงานของมนุษย์
ศึกษาในเรื่องของเวลาและการเคลื่อนไหวเราจะเห็นได้ว่าบุคคลทั้งสองช่างเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
ในยุคปัจจุบันการลดรอบการทำงาน
หรือการลดระยะเวลาการทำงานเพื่อให้ได้งานเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมคือสิ่งจำเป็นที่หลายหน่วยงานจะต้องทำ
ถือว่าเป็นเรื่องของการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการทำงาน
สำคัญถึงขนาดจะต้องทำสัญญาต่อกันเลยว่าจะต้องปฏิบัติให้ได้
ถ้าทำไม่ถึงเกณฑ์ก็จะอดโบนัส หรือได้น้อยลงไป
การบริหารการศึกษา
บทที่
1
มโนทัศน์เกี่ยวกับการบริหารการศึกษา
การบริหาร
เริ่มใช้เมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลายโดยกลุ่มนักรัฐศาสตร์รัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นการจัดการหรือควบคุมกิจการต่างๆของรัฐ
ส่วนการบริหารของรัฐ คือ
การบริหารหรือการจัดการหรือดำเนินการในด้านรายละเอียดอย่างมีระเบียบส่วนความสำคัญของการบริหารนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพและรู้จักพัฒนาตนเองอยู่เสอม
การศึกษา หมายถึง
การทำกิจกรรมต่างๆ
ที่บุคคลหลายคนร่วมกันดำเนินการ
เพื่อพัฒนาสังคมในทุกๆด้าน และการบริหารการศึกษา
หมายถึงกิจกรรมต่างๆที่บุคคลหลายคนร่วมกันดำเนินการ เพื่อพัฒนาสังคมในทุกๆด้าน
บทที่
2
วิวัฒนาการของการบริหารยุคต่างๆและการประยุกต์ใช้ในการบริหารการศึกษา
วิวัฒนาการด้านรัฐกิจ
เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการปกครองกฎหมายต่าง ๆ ของรัฐ ซึ่งสามารถจำแนกวิได้
ดังนี้
ระยะที่ 1 โครงสร้างการบริหารจะเป็นไปในรูปองค์การรูปนัย
ระยะที่ 2 การศึกษาเรื่องการบริหาร
ซึ่งเน้นพฤติกรรมองค์การ และเรื่องของมนุษย์สัมพันธ์ยิ่งขึ้น
ระยะที่ 3 นำการศึกษามาผสมกับแนวคิดในระยะที่ 1
และที่ 2 เข้าด้วยกัน คือ พิจารณาทั้งรูปและโครงสร้าง
ขององค์การและตัวบุคคล เป็นสำคัญ
วิวัฒนาการด้านธุรกิจ
เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อศตวรรษที่ 19 ทำให้การเปลี่ยนแปลงการบริหารที่ทันสมัยมากขึ้น
ที่มุ่งแสวงหากำไร ผลประโยชน์เป็นเป้าหมายสำคัญ
การแบ่งยุคของยุคของนักทฤษฎีการบริหาร
ยุคที่ 1
นักทฤษฎีการบริหารสมัยเดิม
การประยุกต์ใช้หลักการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ในการบริหารการศึกษา
ยุคที่ 2 ยุค
Human Relation Era ทฤษฎีมนุษย์สัมพันธ์
การประยุกต์ใช้หลักมนุษย์สัมพันธ์ ในการบริหารการศึกษา
ยุคที่ 3 ยุคการใช้ทฤษฎีทางการบริการ
การประยุกต์ใช้พฤติกรรมศาสตร์ในการบริหารการศึกษา
ทฤษฎีองค์การเชิงระบบ
และการประยุกต์เชิงระบบในการบริหารการศึกษา
บทที่ 3
งานบริหารการศึกษา
การบริหารการศึกษาจะไม่แตกต่างกับการบริหารงานทั่วไป คือ
สามารถนำหลักการของของการบริหารทั่วไปมาใช้กับการบริหารศึกษาได้ องค์ประกอบทางส่วนบุคคลในการบริหารการศึกษา
ประกอบด้วย เจตคติ
ความสามารถและคุณลักษณะทางสังคมจิตวิทยาของบุคลากรทางการศึกษา และองค์ประกอบทางสิ่งแวดล้อม คือ
ขนบธรรมเนียมประเพณีทางสังคม
ลักษณะของชุมชน และธรรมชาติของรัฐ
การบริหารงานมีการควบคุมอย่างเข้มงวดและมีการลงโทษหากผู้ใดฝ่าฝืนและลงโทษตามกฎหมายกำหนดและมีเครือข่ายทางการศึกษาดังนี้
1.การผลิต คือ กิจกรรมพิเศษหรืองานที่ทางองค์การได้จัดตั้งขึ้น
2.การประกันถึงการใช้ผลผลิตจากประชาชน คือ
กิจกรรมและผลผลิตของการดำเนินงาน
3.การเงินและการบัญชี คือ
การรับและการจ่ายเงินในการลงทุนในกิจกรรมขององค์การ
4.บุคลากร คือ
การกำหนดรอบและการดำเนินการของนโยบาย
5.การประสานงาน คือ
เป็นกิจกรรมที่สำคัญของการบริหารการศึกษา
บทที่ 4
กระบวนการทางการบริหารการศึกษา
การ บริหารการศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการบริหารประเทศ
เป็นการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน
เรียกว่าการบริหารการศึกษา การบริหารการศึกษา
การบริหารราชการ และการบริหารธุรกิจจะแตกต่างกันกับปรัชญาการศึกษา
การบริหารการศึกษาผู้บริหารนั้นจะต้องรู้เกี่ยวกับหลักการบริหาร
ที่สามารถนำไปเป็นหลักการจัดการศึกษาในโรงเรียนมี 2 เรื่อง คือ
1.การจัดระบบสังคม
2.เป้า หมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา
สำหรับหลักการจัดระบบการศึกษาแบ่งออกเป็น
3 ระดับคือ ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น
ระดับโรงเรียน โดยยึดหลักความเสมอภาคและเหมาะสมกับปรัชญา สภาพแวดล้อมของโรงเรียน
และมีการส่งเสริมกิจกรรมให้สอดคล้องกับการปกครองในการบริหารงานในชั้นเรียน
อย่างเท่าเทียมกันโดยกระบวนการบริหารการศึกษา
เป็นความคิดรวบยอดและเป็นการจัดระบบการศึกษา
ให้เป็นไปตามกระบวนการศึกษาของโรงเรียน
บทที่ 5
องค์การและการจัดองค์การ
องค์การ
หมายถึงโครงสร้างหรือกระบวนการที่กลุ่มจัดตั้งขึ้นมีการกำหนดกิจกรรมหรืองานออกเป็น
ประเภทต่างๆ และมอบหมายความรับผิดชอบในกิจกรรมนั้นๆ
ให้แก่สมาชิกได้ดำเนินการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมาย องค์การแบ่งออกเป็น 3
ลักษณะใหญ่ๆคือ
1.องค์การทางสังคม ได้แก่ ครอบครัว โรงเรียน
2.องค์การทางราชการ ได้แก่ หน่วยงานราชการต่างๆ
ครอบคลุมถึงกระทรวง ทบวง กรม
3.องค์การเอกชน ได้แก่ บริษัท ห้าง ร้านค้า
เป็นต้น
บทที่
6
การติดต่อสื่อสาร
การติดต่อสื่อสารเป็นองค์ประกอบหนึ่งในกระบวนการบริหารที่สำคัญ
ผู้บริการจะบริหารได้ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการบริหาร
การติดต่อสื่อสาร คือ การที่บุคคลทั้งแต่ 2
คนขึ้นไป มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือข่าวสารกัน
เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างกันหรือเพื่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
ความสำคัญของการสื่อสาร
1.การสื่อสารมีความจำเป็นมากขึ้นเนื่องจากการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในองค์การ
จะไม่สามารถจะใช้วิธีการสื่อสารปกติธรรมดาในชีวิตประจำวันได้อีกต่อไป
2.แม้ว่าองค์การจะใช้เครื่องมือแทนการทำงานของมนุษย์
แต่การสื่อสารจะต้องถูกนำมาใช้ในรูปการสื่อความหมาย
รูปแบบการติดต่อสื่อสาร แบ่งออกเป็น 2
ประเภท คือ
1
การติดต่อสื่อสารแบบพิธีการ
2. การติดต่อสื่อสารแบบไม่เป็นพิธีการ
บทที่ 7
ภาวะผู้นำ
ภาวะผู้นำ หมายถึงการเป็นผู้นำที่ใช้อิทธิพลในการดำเนินงาน
โดยใช้กระบวนการติดต่อสื่อ
หรือการพูดโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นให้มาร่วมปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ มีผู้นำ ผู้ตาม สถานการณ์
ผู้นำกับผู้บริหารจะแตกต่างกันคือผู้นำก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ส่วนผู้บริหารเป็นผู้รักษาความมั่นคงในหน่วยงาน
ผู้นำจะกลุ่มยกย่องเนื่องจากมีลักษณะเด่นเป็นพิเศษเหนือบุคคลอื่นเนื่องจากผู้บริหารมีรูปแบบเป็นทางกา
บทที่ 8
การประสานงาน
การประสานงาน คือการจัดระเบียบวิธีการทำงาน
เพื่อให้งานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ร่มมือปฏิบัติงานเป็นน้ำหนึ่งเดี่ยวกัน
เพื่อให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และนโยบาย
ความมุ่งหมายในการประสานช่วยให้คุณภาพและผลงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์
การประสานงานคือต้องทราบนโยบาย แผนงาน
งานที่รับผิดชอบในการประสานให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วควรจะมีโครงสร้างที่จัดเป็นระบบแบบแผน
มีเครื่องมือและระบบสื่อสารที่เพียงพอและเปิดโอกาสให้กับผู้เข้าร่วมการประสานงานที่ดีจะมีประโยชน์หลายอย่างคือช่วยลดการขัดแย้ง
ลดปัญหาที่ซับซ้อน ทำให้เกิดเอกภาพในการทำงาน ช่วยให้ประหยัดเงิน เวลา
บทที่ 9
การตัดสินใจสั่งการหรือการวินิจฉัยสั่งการ
การตัดสินใจคือการชั่งใจไตร่ตรองหาเหตุผลเพื่อให้การดำเนินงานไปสู่เป้าหมายที่
กำหนดไว้ ส่วนการวินิจฉัยสั่งการคือการสั่งงานหรือการพิจารณาตกลงชี้ขาดจากทางเลือก
ที่มีอยู่มากกว่าหนึ่งทางขึ้นไป
เป็นการบริหารซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการกำหนดนโยบายเป้าหมายการบริหาร ขั้นตอนการวางแผน ประสานงาน
การดำเนินงานจนถึงขั้นลงมือปฏิบัติซึ่งทุกระดับจะมีการคิดและตัดสินใจอยู่ตลอดเวลาเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด
บทที่
10
ภารกิจของผู้บิหารโรงเรียน
ผู้บริหารโรงเรียน
ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญที่ได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมายงานให้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาหรืออำนวยการต่างๆ จะมีหลายด้าน ดังนี้
1.การบริหารงานวิชาการ
ถือเป็นหัวใจของสถานศึกษาซึ่งจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานศึกษาไม่ว่าจะเป็น
การจัดการเรียนการสอน การประเมินผล การควบคุมดูแลครู การจัดงบประมาณ
การจัดการเอกสารต่างๆ เป็นต้น
2.การบริหารบุคคล
คือ
เป็นการจัดงานเกี่ยวกับคนให้ทำงานให้ได้ผลที่สูงสุดและให้เกิดประโยชน์มากที่สุดแก่สถานศึกษา
3.การบริการธุรการในโรงเรียน
เป็นเรื่องของการให้บริการแก่หน่วยงานต่างๆของโรงเรียนสถาบันการศึกษา
ซึ่งส่งผลให้การเรียนการสอนเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด
การทำงานได้ดีนั้นถือเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสามารถของผู้บริหารงาน
4.การบริหารงานนักเรียน
เป็นการบริการงานเกี่ยวกับนักเรียนในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนในห้องเรียน
หลักในการจัดกิจกรรม โดยการให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเข้ากิจกรรมอย่างเสมอภาคกัน
และต้องอยู่ในความรับผิดชอบของสถานศึกษา ต้องปลูกฝังความคิด
ให้ผู้เรียนอยู่เสมอ
5.การบริหารอาคารสถานที่และบริการด้านอื่นๆ
คือ การรู้จักจัดหา รู้จักใช้อาคารสถานที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และยังคงรักษาสภาพเดิมเอาไว้